สองวันก่อน .. พิมซื้อฟักทองกับมันม่วงมาทำข้าวเหนียวดำเปียกค่ะ
แต่ด้วยความที่พิมซื้อมาเยอะเกิน #เพราะติดกับดักของดีราคาถูก 🤣🤣 พอทำขนมเสร็จแล้วก็ยังมีฟักทองกับมันม่วงเหลืออยู่เพียบบบ พิมก็เลยต้องพยายามหาทางเอาไปจัดการเป็นเมนูอื่น ๆ นะคะ 😅😅
สำหรับฟักทองที่เหลือ พิมแบ่งส่วนนึงเอาไปผัดกะปิและใส่ในแกงเลียงแล้ว ส่วนมันม่วงพิมก็แบ่งเอาไปทำสังขยาที่ไว้จิ้มกับขนมปังบ้างแล้ว แต่ ... มันก็ยังไม่หมดค่ะ ด้วยความที่ไม่อยากเก็บแช่ตู้เย็นเอาไว้นาน วันนี้พิมก็เลยจับเอาทั้งสองอย่างมาทำเป็นขนมแจกคนแถวบ้านนะคะ
ตอนแรกพิมก็คิดว่าจะทำเป็นบัวลอยไข่หวาน มันม่วง-ฟักทอง แบบที่ใช้แป้งข้าวเหนียวค่ะ #เพราะว่าพิมชอบกินนั่นเอง 🤣 แต่ปรากฎว่าแป้งข้าวเหนียวเหลืออยู่แค่ก้นถูง ดูแล้วไม่น่าจะพอ พิมก็เลยเปลี่ยนมาทำเป็นบัวลอยแก้วแบบที่ใช้แป้งมันแทนนะคะ
บัวลอยแก้วสูตรนี้ พิมใช้ฟักทองกับมันม่วงมากกว่าแป้ง เพราะงั้นเม็ดบัวลอยก็จะออกมานุ่ม แต่ก็ยังหนึบนิด ๆ ตามสไตล์ของบัวลอยแก้วค่ะ ในส่วนของวิธีการทำตัวบัวลอยก็คล้าย ๆ กับบัวลอยแป้งข้าวเหนียว คือเอามันม่วง-ฟักทอง ไปนึ่งให้สุก บด แล้วมานวมรวมกับแป้ง + น้ำนะคะ แต่ว่าในส่วนของน้ำกะทิ บัวลอยสูตรนี้จะใช้น้ำตาลทรายล้วน ไม่ใช้น้ำตาลปี๊บ และกะทิไม่ข้นเท่าบัวลอยไข่หวานค่ะ ส่วนรสชาติจะหวานนำ แต่ไม่หวานมาก รวม ๆ แล้วพิมว่าอร่อยดี และอยากให้ทุกคนลองเอาไปทำดูกันดูนะคะ 😊😊
:: ส่วนผสมและเครื่องปรุง ::
- แป้งมัน 220 กรัม (แบ่งเป็น 2 ส่วน)
- ฟักทองปอกเปลือก หั่นชิ้นเล็ก 120 กรัม (ใช้ฟักทองทั้งเปลือก+ไส้ ประมาณ 200- 220 กรัม)
- มันม่วงปอกเปลือก หั่นชิ้นเล็ก 120 กรัม (ใช้มันม่วงทั้งเปลือกเม็ด ประมาณ 140-150 กรัม)
- น้ำร้อนจัด สำหรับนวดแป้งฟักทอง 80 กรัม
- น้ำร้อนจัด สำหรับนวดแป้งมันม่วง 70 กรัม
- กะทิ 800 กรัม
- น้ำตาลทรายขาว 270 กรัม
- เกลือสมุทรป่น 1 ช้อนชา
- ใบเตยล้างสะอาด มัดรวมกัน 4 ใบ
- มะพร้าวอ่อนหั่นชิ้นพอคำ 200 กรัม
- งาขาวคั่ว บุบพอแตกนิด ๆ 1/4 ถ้วย หรือตามชอบ
:: วิธีทำ ::
เริ่มต้น ... เรามาจัดการในส่วนของมันม่วงกับฟักทองกันก่อนค่ะ
เมื่อเราซื้อฟักทองและมันม่วงมาจากตลาดแล้ว ให้เราปอกเปลือก ควักไส้ออก (สำหรับฟักทอง) ล้างให้สะอาด ซับด้วยผ้าให้แห้ง แล้วหั่นทั้งสองอย่างไว้เป็นชิ้นเล็ก ประมาณ 1 x 1 ซม. นะคะ
จากนั้นนำไปนึ่งบนน้ำเดือดจัด ประมาณ 25-30 นาที หรือจนฟักทองและมันม่วงสุกนิ่ม ก็ปิดไฟเตา แล้วนำทั้งสองอย่างไปบด/ปั่น หรือตำให้เละ แต่ไม่ต้องถึงกับให้เนียนเป็นเนื้อเดียวกันค่ะ
ต่อมาให้เราหยิบกะละมังมา 1 ใบ ใส่แป้งมันลงไป ตามด้วยฟักทอง แล้วใช้พายที่แข็งแรงหน่อย จะเป็นพายไม้หรือพายซิลิโคนก็ได้ คลุกเคล้าฟักทองกับแป้งให้เข้ากันนะคะ พอเข้ากันดีแล้ว ก็ค่อย ๆ ทยอยใส่น้ำร้อนจัดลงไปทีละน้อย (ย้ำว่าน้ำร้อนจัดน๊าาา น้ำอุ่น/น้ำเย็น ใช้ไม่ได้น๊าาา) สลับกับการคนด้วยพาย จนน้ำหมดค่ะ ... ถึงตรงนี้ก็ให้วางพาย แล้วเอามือไปจุ่มในแป้งมัน (นอกเหนือจากสูตร) พอให้แป้งมันติดมือเล็กน้อย แล้วค่อย ๆ นวดแป้งด้วยมือ จนแป้งเนียนนุ่มเป็นเนื้อเดียวกัน และไม่ติดกะละมัง ก็ใช้ได้นะคะ
ถ้าระหว่างนวด แป้งติดมือมาก แปลว่าแป้งแฉะเกินไป ซึ่งอาจจะเกิดจากตอนนึ่งฟักทองมีน้ำติดมาเยอะ ก็สามารถใส่แป้งมันเพิ่มลงไปได้จนกว่าแป้งจะไม่แฉะค่ะ 😊
ในส่วนของของมันม่วงก็ทำแบบเดียวกันกับฟักทองเลย เพียงแต่จะใช้น้ำน้อยกว่านิดหน่อยนะคะ 😊
เมื่อได้แป้งทั้งสองสีมาแล้ว ให้เรานำแป้งมาคลึงเป็นเส้นยาว แล้วตัดให้เป็นชิ้นเล็กแบบในภาพค่ะ ... ที่สำคัญอย่าลืมโรยแป้งมัน (ภาษาขนมไทยเรียกว่าแป้งนวล) บนเขียง และบนเส้นแป้งด้วย เพื่อที่เวลาเอาไปเทรวมกันแล้ว เม็ดแป้งจะไม่ได้ติดกันนะคะ 😊
จากนั้นเราจะมาต้มเม็ดแป้งให้กลายเป็นเม็ดบัวลอยกันค่ะ ... ให้เราตั้งหม้อน้ำเปล่าบนเตา ใส่น้ำลงไปสัก 2 ลิตรนะคะ พอน้ำเดือดก็ใส่เม็ดแป้งที่ทำไว้ลงไปต้ม ช่วงแรกยังไม่ต้องคนค่ะ ปล่อยให้เมล็ดแป้งเริ่มสุก และเริ่มทยอยลอยขึ้นมา ถึงค่อยเอาทัพพีลงไปคนเบา ๆ เพื่อไม่ให้เม็ดบัวลอยของเราเกาะติดกันเป็นก้อนนะคะ แล้วต้มต่อไปอีกสักแป๊บ พอเม็ดบัวลอยของเรามีความสุกใส แวววาวแบบในภาพ (พิมใช้เวลาประมาณ 5 นาที) ก็ใช้ตะหลิวโปร่ง ๆ ตักเฉพาะเม็ดขึ้นแช่ในกะละมังน้ำเย็นไว้ค่ะ
ระหว่างนี้เราก็จะมาทำตัวน้ำกะทิกัน ... ให้เราหยิบหม้อมาใบนึง ใส่กะทิ น้ำตาลทราย เกลือป่น ใบเตยลงไป คนให้พอเข้ากัน แล้วยกหม้อขึ้นตั้งเตา ใช้ไฟกลาง คนจนน้ำตาลละลายหมด ก็ลองตักน้ำกะทิขึ้นมาชิมดูสักนิดนึงว่ารสชาติเป็นไปตามแบบที่ชอบไหม ถ้าชอบหวานน้อยกว่านี้ก็เติมกะทิเพิ่ม ถ้าชอบหวานมากกว่านี้ก็เติมน้ำตาลเพิ่ม เอาตามที่ชอบได้เลยนะคะ
และพอได้รสที่ชอบแล้ว ก็ให้เราตักเฉพาะเม็ดบัวลอยใส่ลงไปในหม้อกะทิ ตามด้วยมะพร้าวอ่อน คนพอเข้ากัน แล้วพอกะทิในหม้อเดือดเบา ๆ อีกที ก็ปิดไฟเตาได้เลยค่ะ
ถึงเวลากิน ก็ตักบัวลอยแก้วพร้อมมะพร้าวอ่อนใส่ถ้วย โรยด้วยงาขาวคั่วตามที่ชอบ
แล้วเราก็จะได้บัวลอยแก้วฟักทอง มันม่วง ที่ทั้งนุ่ม หอมงา และหวานมันกะทิ ออกมาหน้าตาอย่างในภาพด้านล่างนี่เลยนะคะ 😊
เมนูนี้ถ้าใครชอบกินแบบร้อน ก็กินแบบร้อนได้เลย แต่ถ้าใครชอบกินแบบเย็น ใส่น้ำแข็งป่นไปสักหน่อยนึง ก็อร่อยไม่แพ้แบบร้อนเลยค่ะ
ยังไงก็ไปลองทำกันดูน๊า ติดขัดตรงไหนก็มาถามไถ่กันได้ แล้วเจอกันใหม่ในเมนูถัดไป สวัสดีค่าาา 😊😊😊